สนามหมู ฝึกข้อสอบราชการ · เตรียมทหาร
เปิดทดลองใช้ฟรี — ช่วงนี้ทำข้อสอบได้เต็มที่ ไม่เก็บเงิน เรายังทดสอบระบบและเติมคลังข้อสอบอยู่ เจออะไรแปลก ๆ บอกเราได้ที่นี่ · ก่อนเริ่มเก็บเงินเราจะแจ้งล่วงหน้า

อนุกรมตัวเลข ก.พ. ภาค ก ดูโจทย์ยังไงให้เห็นกฎเร็ว

· อ่าน 15 นาที

สรุป 16 รูปแบบอนุกรมตัวเลขในวิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ พร้อมเทคนิคการประเมินโจทย์ด้วยสายตาให้เห็นกฎไวขึ้น เจาะลึกวิธีคิดทีละขั้นตอนสำหรับผู้ที่เตรียมสอบ

ใครที่เคยไปนั่งอยู่ในห้องสอบ ก.พ. ภาค ก น่าจะรู้ซึ้งถึงความกดดันเมื่อเปิดไปเจอข้อสอบหมวด "ความสามารถในการคิดวิเคราะห์" ซึ่งมีถึง 50 ข้อจากทั้งหมด 100 ข้อ
วิชานี้เป็นด่านสำคัญ เพราะเกณฑ์ผ่านสำหรับวุฒิ ปวช. ปวท. ปวส. อนุปริญญา และปริญญาตรี ต้องทำได้ถึง 60% ส่วนปริญญาโทต้องได้ 65% ขึ้นไป
ในบรรดาโจทย์วิเคราะห์ทั้งหมด "อนุกรมตัวเลข" คือจุดที่หลายคนเสียเวลามากที่สุด บางคนนั่งจ้องจนหมดเวลาแถมยังคิดไม่ออก
บทความนี้จะมาเจาะลึกเทคนิคการมองโจทย์ เพื่อให้คุณหาความสัมพันธ์ของตัวเลขได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องนั่งเดาสุ่มไปเรื่อยๆ

ก่อนทำโจทย์ ต้องรู้ว่าเรากำลังเจออะไร

โจทย์อนุกรมตัวเลขในคลังแนวข้อสอบของสนามหมูแบ่งได้ 16 แนว
ถ้าคุณจำแนกประเภทเหล่านี้ออกตั้งแต่ตอนมองโจทย์ คุณจะรู้ทันทีว่าต้องทดเลขด้วยวิธีไหน
ลองมาดูลิสต์กันว่าคุณคุ้นเคยกับรูปแบบไหนบ้าง หรือยังพลาดแนวไหนไป

กลุ่มที่ 1: การเพิ่มลดแบบพื้นฐานและหลายชั้น

แนวนี้เราต้องหาความห่างระหว่างตัวเลขให้เจอ ได้แก่ ผลต่างคงที่ (ตัวเลขหลักร้อย) ซึ่งเป็นการบวกลบตรงไปตรงมา
แบบที่ต้องวิเคราะห์ลึกขึ้นคือ ผลต่างของผลต่าง และ ผลต่างสามชั้น ที่ต้องทดเลขลบกันหลายรอบกว่าจะเจอค่าคงที่
บางครั้งโจทย์อาจจะเป็น อนุกรมสลับการดำเนินการทีละขั้น เช่น พจน์แรกบวก พจน์ถัดไปคูณ สลับกันไปเรื่อยๆ
หรือถ้าตัวเลขเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ให้ระวังกลุ่ม คูณหรือหารคงที่, ตัวคูณ/ตัวหารที่เพิ่มขึ้น และ ผลต่างคูณคงที่ ไว้ก่อนเลย

กลุ่มที่ 2: อนุกรมสลับชุดและแบ่งกลุ่ม

เมื่อโจทย์ให้ตัวเลขมายาวผิดปกติ มักจะเป็น อนุกรมสลับ 2 ชุด หรือ อนุกรมสลับ 3 ชุด ที่ซ้อนทับกันอยู่
อีกแบบที่ต้องระวังคือ อนุกรมแบ่งเป็นกลุ่ม ซึ่งอาจจะจับกลุ่มละ 3 ตัว แล้วตัวที่สามคือผลลัพธ์ของสองตัวแรก
ถ้าเจอตัวเลขที่มีความสัมพันธ์ข้ามกันไปมาอย่างซับซ้อน อย่าลืมเช็กแนวทาง ชุดหนึ่งเป็นกำลังของอีกชุด ด้วย

กลุ่มที่ 3: ยกกำลังและพจน์สะสม

บางโจทย์ดึงเอา ลำดับเลขยกกำลัง มาใช้ตรงๆ เช่น ยกกำลังสองหรือสามของเลขเรียงลำดับ
อีกแนวที่คนมักมองข้ามคือ บวกสองพจน์ก่อนหน้า ตัวเลขจะเกิดจากการเอาเลขสองตัวข้างหน้ามาบวกกันกลายเป็นพจน์ต่อไป

กลุ่มที่ 4: ทศนิยมและเศษส่วน

หลายคนเห็นจุดหรือเส้นคั่นแล้วตกใจ แต่จริงๆ อนุกรมทศนิยม มักจะใช้กฎเดียวกับเลขจำนวนเต็ม แค่ใส่จุดหลอกให้เราสับสน
ส่วน อนุกรมเศษส่วน ต้องสังเกตดีๆ ว่าเป็นการเพิ่มแยกกันอิสระระหว่างตัวเศษกับตัวส่วน หรือเป็นแบบ เศษส่วนที่เศษกับส่วนผูกกัน

วิธีมองโจทย์ให้เห็นกฎในเวลาอันสั้น

เวลาอยู่ในห้องสอบที่มีจำกัด การนั่งเดาสูตรไปเรื่อยๆ ย่อมทำให้เสียเวลาทำข้ออื่น
วิธีที่ผู้สอบหลายคนนิยมใช้คือ "การประเมินด้วยสายตา" ก่อนเริ่มทดเลขลงในกระดาษ
มาดูกันว่าสเต็ปการมองโจทย์ที่ช่วยให้เห็นกฎไวขึ้น เขาทำกันอย่างไร

1. นับจำนวนพจน์ที่โจทย์ให้มา
ถ้าโจทย์ให้ตัวเลขมา 4-5 ตัว ส่วนใหญ่จะเป็นอนุกรมชั้นเดียว หรืออย่างมากก็ผลต่างสามชั้น
แต่ถ้าโจทย์ให้ตัวเลขมายาว 7-8 ตัวขึ้นไป ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนเลยว่าเป็นอนุกรมสลับ 2 ชุด หรือ 3 ชุด
วิธีทำคือลองโยงเส้นข้ามตัวเลขดู แล้วคุณจะเห็นรูปแบบชัดเจนขึ้น

2. สังเกตการก้าวกระโดดของตัวเลข
ถ้าเลขจากหลักสิบกระโดดไปหลักร้อยหรือหลักพันในไม่กี่ก้าว นั่นคือสัญญาณของการคูณหรือยกกำลัง
แต่ถ้าเลขค่อยๆ ขยับขึ้นทีละนิด ให้มุ่งเป้าไปที่การหาผลต่างแบบหลายชั้นได้เลย

3. สังเกตตัวเลขแปลกปลอม
ถ้ามีเลขทศนิยมหรือเศษส่วนโผล่มา ให้แยกทดสอบกฎของกลุ่มทศนิยมหรือเศษส่วนโดยเฉพาะ
โดยเฉพาะแนวที่เศษและส่วนเกี่ยวข้องกัน ลองเอาเศษไปคูณหรือบวกส่วนดู มักจะได้คำใบ้สำหรับพจน์ถัดไป

เจาะลึกตัวอย่างโจทย์และการคิดทีละขั้น

ทฤษฎีอย่างเดียวอาจยังไม่เห็นภาพ เราลองมาดูการไล่สเต็ปความคิดกับโจทย์ตัวอย่างกันบ้าง
สมมติว่าคุณเจอโจทย์ข้อนี้ในห้องสอบ คุณจะเริ่มทดเลขจากตรงไหน?

ตัวอย่างที่ 1: โจทย์ผลต่างสามชั้น

จงหาตัวเลขต่อไปของอนุกรมชุดนี้: 2, 7, 19, 42, 80, ...

วิธีคิด:
ขั้นที่ 1 มองแวบแรก ตัวเลขมี 5 ตัว และค่อยๆ เพิ่มขึ้น ไม่ได้กระโดดไปหลักพัน แสดงว่าน่าจะเกี่ยวกับ "ผลต่าง"
ขั้นที่ 2 ลองหาผลต่างชั้นที่ 1 (เอาตัวหลังลบตัวหน้า):

  • 7 - 2 = 5
  • 19 - 7 = 12
  • 42 - 19 = 23
  • 80 - 42 = 38

จะได้ตัวเลขชุดใหม่คือ 5, 12, 23, 38 (ยังมองไม่ออกว่ากฎคืออะไร ให้ไปต่อชั้นที่ 2)
ขั้นที่ 3 หาผลต่างชั้นที่ 2:

  • 12 - 5 = 7
  • 23 - 12 = 11
  • 38 - 23 = 15

จะได้ตัวเลขชุดใหม่คือ 7, 11, 15 (เริ่มเห็นความสัมพันธ์แล้ว)
ขั้นที่ 4 หาผลต่างชั้นที่ 3:

  • 11 - 7 = 4
  • 15 - 11 = 4

เราเจอความสม่ำเสมอแล้ว! ผลต่างชั้นที่ 3 คือเลข 4 คงที่

การหาคำตอบ:
เมื่อรู้ว่าชั้นล่างสุดบวกเพิ่มทีละ 4 เราก็บวกกลับขึ้นไปทีละชั้น

  • ผลต่างชั้นที่ 2 ตัวถัดไป คือ 15 + 4 = 19
  • ผลต่างชั้นที่ 1 ตัวถัดไป คือ 38 + 19 = 57
  • คำตอบของโจทย์ข้อนี้ คือ 80 + 57 = 137

ถ้าอยากเห็นตัวอย่างแนวอื่นๆ และวิธีคิดแบบละเอียด ลองเข้าไปดู แนวข้อสอบอนุกรมตัวเลขพร้อมเฉลย ที่เรารวบรวมไว้ได้เลย

ตัวอย่างที่ 2: โจทย์อนุกรมสลับ 2 ชุด

จงหาตัวเลขต่อไปของอนุกรมชุดนี้: 10, 3, 15, 9, 20, 27, 25, ...

วิธีคิด:
ขั้นที่ 1 นับจำนวนพจน์ได้ 7 ตัว ตัวเลขเดี๋ยวเพิ่มเดี๋ยวลด สันนิษฐานได้เลยว่าเป็นอนุกรมสลับ
ขั้นที่ 2 ลองจับแยกเป็น 2 ชุด โดยดูเลขเว้นเลข

  • ชุดที่ 1 (ตำแหน่งคี่): 10, 15, 20, 25 (นี่คือผลต่างคงที่ เพิ่มทีละ 5)
  • ชุดที่ 2 (ตำแหน่งคู่): 3, 9, 27, ... (นี่คือคูณคงที่ โดยคูณ 3 ไปเรื่อยๆ)

ขั้นที่ 3 โจทย์ถามหาพจน์ถัดไปซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ 8 จึงเป็นคิวของชุดที่ 2
ขั้นที่ 4 ตัวเลขก่อนหน้าของชุดที่ 2 คือ 27 ดังนั้นคำตอบคือ 27 × 3 = 81

การฝึกแยกชุดตัวเลขบ่อยๆ จะช่วยให้สายตาคุณคุ้นชิน ใครที่อยากลงสนามจำลอง สามารถเข้าไป ลองทำข้อสอบ ในระบบของเราเพื่อจับเวลาจริงได้

บริหารเวลาในห้องสอบอย่างไรดี?

นอกจากการวิเคราะห์โจทย์แล้ว การประเมินสถานการณ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน
อย่าลืมว่าในวิชา ก.พ. ภาค ก คุณต้องทำวิชาภาษาอังกฤษ 25 ข้อ ซึ่งเกณฑ์ผ่านคือ 50%
และวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีอีก 25 ข้อ ซึ่งต้องผ่านถึง 60%
ถ้าข้อไหนคุณลองหาผลต่างไปแล้ว 3 ชั้นยังไม่เจอ หรือลองแยกชุดแล้วยังดูไม่สมเหตุสมผล ให้ข้ามไปทำข้ออื่นก่อนทันที
การจมอยู่กับข้อสอบข้อเดียวนานเกินไปอาจทำให้คุณพลาดข้อที่ง่ายกว่าซึ่งมีคะแนนเท่ากัน

สรุป

การทำโจทย์อนุกรมให้ลื่นไหลไม่ใช่เรื่องของการท่องสูตร แต่คือการสะสม "กรอบความคิด" ในการสังเกตตัวเลข
เมื่อคุณรู้จักหน้าตาทั้ง 16 แนวที่เราสรุปให้ แล้วนำไปฝึกบ่อยๆ คุณจะเริ่มมีเซนส์ว่าตัวเลขชุดนี้ควรจะตั้งต้นคิดอย่างไร
เริ่มต้นวันนี้ด้วยการกลับไปทบทวนโจทย์ที่คุณเคยทำพลาด และลองจัดหมวดหมู่ตามแนวทางข้างต้น
สำหรับใครที่ต้องการระบบช่วยฝึกและวิเคราะห์จุดอ่อนรายหัวข้อ สามารถดูรายละเอียด แพ็กเกจและราคา ของเว็บสนามหมู เพื่อเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบที่สุดครับ