โจทย์นิยามเครื่องหมาย ก.พ. ภาค ก อ่านกติกาใหม่ให้เข้าใจใน 30 วินาที
สรุป 7 รูปแบบโจทย์นิยามเครื่องหมาย (โอเปอเรชัน) ก.พ. ภาค ก พร้อมเทคนิคตั้งสมมติฐานกฎจากตัวอย่างและการไล่ความคิดทีละขั้น ให้หาคำตอบได้ไวโดยไม่ต้องเดาสุ่ม
วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ถือเป็นด่านปราบเซียนในการสอบ ก.พ. ภาค ก เพราะมีจำนวนถึง 50 ข้อ จากข้อสอบทั้งหมด 100 ข้อ
ที่สำคัญเกณฑ์การสอบผ่านก็ไม่ธรรมดา ผู้ที่ใช้วุฒิ ปวช. ปวท. ปวส. อนุปริญญา และปริญญาตรี ต้องทำคะแนนให้ได้ ≥ 60% ส่วนปริญญาโทต้องได้ ≥ 65%
เมื่อเทียบกับวิชาภาษาอังกฤษ 25 ข้อ (เกณฑ์ผ่าน ≥ 50% ทุกวุฒิ) และวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี 25 ข้อ (เกณฑ์ผ่าน ≥ 60% ทุกวุฒิ) จะเห็นว่าวิชาคิดวิเคราะห์คือตัวชี้วัดสำคัญ
โจทย์ปัญหาที่หลายคนมักจะเสียเวลาทำความเข้าใจในห้องสอบคือ "นิยามเครื่องหมาย" หรือที่เรียกกันในชื่อโอเปอเรชัน (Operation)
โจทย์แนวนี้ไม่ได้ทดสอบการจำสูตรคณิตศาสตร์ แต่ทดสอบไหวพริบในการอ่านกติกาใหม่ที่โจทย์สมมติขึ้นมา บทความนี้จะสอนวิธีมองโจทย์ให้ทะลุในเวลาอันสั้น
7 รูปแบบโจทย์นิยามเครื่องหมายที่ต้องรู้
โจทย์โอเปอเรชันในข้อสอบไม่ได้ตั้งขึ้นมาแบบไร้ทิศทาง จากการวิเคราะห์ข้อมูลเราพบแนวข้อสอบย่อย 7 รูปแบบหลัก
การรู้ล่วงหน้าว่ากติกาที่โจทย์มักจะกำหนดมีอะไรบ้าง จะช่วยให้เราตั้งสมมติฐานของกฎได้เร็วขึ้น ลองมาดูกันว่ามีรูปแบบไหนบ้าง
- แยกกำลังสองของผลคูณออกจากกำลังของตัวตั้งเดียว
- หาตัวคูณและค่าชดเชยหลังคูณตัวตั้ง
- แยกว่าผลคูณปรับด้วยตัวหน้าหรือตัวหลัง
- ปรับตัวตั้งสวนทางกันก่อนหาผลคูณ
- ระบุตัวตั้งที่ต้องยกกำลังสองก่อนบวก
- ระบุฐานและเลขชี้กำลังจากตัวตั้ง
- แยกน้ำหนักของตัวหน้าและตัวหลัง
หากคุณคุ้นเคยกับรูปแบบเหล่านี้ เวลาเจอเครื่องหมายแปลกๆ อย่างดอกจัน หรือสี่เหลี่ยม คุณก็จะรู้ทันทีว่าต้องเริ่มตั้งสมมติฐานแบบไหน
สามารถเข้าไปดูโจทย์ตัวอย่างแบบเต็มๆ ได้ที่ รวมโจทย์นิยามเครื่องหมายพร้อมเฉลย เพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมครับ
วิธีมองโจทย์โอเปอเรชันให้เห็นสมการ
เทคนิคสำคัญเวลาทำโจทย์นิยามเครื่องหมายคือ ห้ามคิดว่าเครื่องหมายนั้นคือการคูณหรือบวกแบบปกติ แต่ให้มองเป็น "กล่องวิเศษ"
โดยมีตัวเลขฝั่งซ้าย (ตัวหน้า) และตัวเลขฝั่งขวา (ตัวหลัง) โยนเข้าไปในกล่อง แล้วออกมาเป็นผลลัพธ์ใหม่ตามกติกาที่เราต้องถอดรหัส
ขั้นแรกให้ดูที่ตัวเลขผลลัพธ์ว่าเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดหรือไม่ ถ้าเพิ่มขึ้นมาก มักจะเข้าข่ายการระบุฐานและเลขชี้กำลังจากตัวตั้ง
หรืออาจจะเป็นแนวทางการระบุตัวตั้งที่ต้องยกกำลังสองก่อนบวก แต่ถ้าผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการเอาหน้าคูณหลัง ให้เล็งไปที่แนวทางอื่นๆ
เช่น การหาตัวคูณและค่าชดเชยหลังคูณตัวตั้ง หรือการแยกว่าผลคูณปรับด้วยตัวหน้าหรือตัวหลังแทน
เจาะลึกตัวอย่างโจทย์และการไล่ความคิด
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราลองมาดูตัวอย่างการวิเคราะห์และไล่สเต็ปความคิดกับโจทย์แนวระบุตัวตั้งที่ต้องยกกำลังสองก่อนบวกกันครับ
สมมติเงื่อนไขโจทย์: กำหนดให้ 2 ◇ 3 = 11 และ 4 ◇ 2 = 8 จงหาค่าของ 5 ◇ 4
ขั้นที่ 1 สังเกตความสัมพันธ์ชุดแรก 2 ◇ 3 = 11 เราต้องหาวิธีนำ 2 (หน้า) และ 3 (หลัง) มาทำอะไรกันสักอย่างให้ได้ 11
ลองจับบวกกัน 2 + 3 = 5 (ยังไม่ใช่) ลองจับคูณกัน 2 × 3 = 6 (ยังไม่ใช่) ตัวเลข 11 ค่อนข้างเยอะกว่าตัวตั้ง แสดงว่าอาจจะมีการยกกำลังเข้ามาเกี่ยว
ขั้นที่ 2 ลองนำตัวตั้งมายกกำลังสองทีละตัว ถ้ายกกำลังตัวหน้าจะได้ 2² = 4 นำไปบวกตัวหลัง 4 + 3 = 7 (ยังไม่ใช่)
ลองเปลี่ยนไปยกกำลังสองตัวหลัง จะได้ 3² = 9 นำไปบวกตัวหน้า 2 + 9 = 11 สมมติฐานนี้ได้ผลลัพธ์ตรงพอดี แสดงว่ากฎอาจจะเป็น (หน้า) + (หลัง)²
ขั้นที่ 3 นำกฎที่เดาไว้ไปทดสอบกับเงื่อนไขชุดที่สองคือ 4 ◇ 2 = 8
แทนค่าตามกฎ (หน้า) + (หลัง)² จะได้ 4 + 2² = 4 + 4 = 8 ซึ่งผลลัพธ์ออกมาตรงกับเงื่อนไขพอดี แสดงว่ากฎนี้ใช้ได้กับตัวอย่างทั้งสองชุด จึงนำไปใช้ต่อได้
ขั้นที่ 4 นำกฎนี้ไปหาคำตอบที่โจทย์ถามคือ 5 ◇ 4
เมื่อใช้สมการ (หน้า) + (หลัง)² จะได้ 5 + 4² = 5 + 16 = 21 ดังนั้นคำตอบของข้อนี้คือ 21
สรุป
โจทย์นิยามเครื่องหมายหรือโอเปอเรชัน ไม่ใช่เรื่องของการเสี่ยงดวงเดาสุ่ม แต่เป็นการทดสอบสมมติฐานอย่างเป็นระบบตามแนวทางที่มีขอบเขตชัดเจน
หากเราจำรูปแบบกติกาที่มักจะออกสอบได้ ทั้งการแยกน้ำหนักของตัวหน้าและหลัง หรือการปรับตัวตั้งสวนทางกันก่อนหาผลคูณ เราก็จะประหยัดเวลาไปได้มาก
สิ่งสำคัญคือต้องใจเย็นๆ และทดสอบกฎที่คิดได้กับเงื่อนไขทั้งสองชุดที่โจทย์ให้มาเสมอ ห้ามด่วนสรุปจากเงื่อนไขชุดเดียวเด็ดขาด
สำหรับใครที่รู้สึกว่าเรื่องนี้ยังต้องลับคมสมองเพิ่ม สามารถเข้าไป ลองทำข้อสอบ ในระบบของเราเพื่อฝึกความไวและจับเวลาได้เลยครับ