ดอกเบี้ย ก.พ. ภาค ก เงินต้น ดอกเบี้ยเชิงเดียว ทบต้น คิดยังไง
สรุป 6 แนวโจทย์ดอกเบี้ย ก.พ. ภาค ก เจาะลึกวิธีคิดดอกเบี้ยเชิงเดียว ดอกเบี้ยทบต้น และการหาเงินต้น พร้อมตัวอย่างการไล่สเต็ปคำนวณอย่างละเอียด
การสอบ ก.พ. ภาค ก ด่านสำคัญที่มักสร้างความหนักใจให้ผู้สอบคือวิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ซึ่งมีจำนวนมากถึง 50 ข้อ จากข้อสอบทั้งหมด 100 ข้อ
วิชานี้มีความท้าทายตรงที่เกณฑ์ผ่านค่อนข้างสูง โดยผู้สอบวุฒิ ปวช. ปวท. ปวส. อนุปริญญา และปริญญาตรี ต้องทำคะแนนให้ได้ ≥ 60% ส่วนระดับปริญญาโทต้องผ่านที่ ≥ 65%
เมื่อเทียบกับวิชาภาษาอังกฤษ 25 ข้อ (เกณฑ์ผ่าน ≥ 50% ทุกระดับวุฒิ) และวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี 25 ข้อ (เกณฑ์ผ่าน ≥ 60% ทุกระดับวุฒิ) จะเห็นว่าพาร์ทคำนวณคือตัวแปรสำคัญ
และหนึ่งในหัวข้อคำนวณที่ทำให้หลายคนสะดุดคือเรื่อง "ดอกเบี้ย" เพราะถ้าตีความเงื่อนไขผิดตั้งแต่ประโยคแรก การคำนวณตัวเลขในขั้นตอนต่อไปจะคลาดเคลื่อนทันที
บทความนี้จะพามาปรับวิธีคิดและสอนเทคนิคการมองโจทย์ เพื่อให้คุณรับมือกับตัวเลขได้อย่างมั่นใจ
6 แนวโจทย์ดอกเบี้ยที่มักพบในการสอบ
จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลในระบบ เราพบว่าโจทย์เกี่ยวกับดอกเบี้ยสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 แนวทางหลักๆ
การจำแนกประเภทเหล่านี้ให้ออกตั้งแต่ตอนอ่านโจทย์ จะช่วยให้เราตั้งหลักในการหาคำตอบได้เร็วขึ้น ได้แก่
- ดอกเบี้ยทบต้น 2 ปี
- กู้แบบหักดอกเบี้ยล่วงหน้า
- หาเงินต้น
- หาอัตราดอกเบี้ยต่อปี
- หาดอกเบี้ยธรรมดา
- หาเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย
หากใครอยากเห็นหน้าตาของโจทย์แต่ละประเภทว่ามีความซับซ้อนระดับไหน ลองเข้าไปดู แนวข้อสอบดอกเบี้ยพร้อมเฉลย ที่เราจัดกลุ่มไว้ให้ศึกษาได้เลยครับ
วิธีมองโจทย์: แยกให้ออกว่าเงินก้อนไหนคือ "ฐาน"
หัวใจสำคัญของการทำข้อสอบเรื่องดอกเบี้ยไม่ใช่การจำสูตรที่ยืดยาว แต่คือการเข้าใจกระแสเงิน
เวลาเจอโจทย์หาดอกเบี้ยธรรมดา หรือการหาเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแบบปกติ ให้จำไว้เสมอว่า "ฐานในการคิดเปอร์เซ็นต์จะคงที่" ตลอดระยะเวลาที่ฝากหรือกู้
ในขณะที่การหาอัตราดอกเบี้ยต่อปี หรือการหาเงินต้น มักจะเป็นการแก้สมการย้อนกลับ โดยโจทย์จะให้ตัวเลขปลายทางมา แล้วให้เราแทนค่าเพื่อหาตัวแปรตั้งต้นที่หายไป
แต่ถ้าโจทย์ระบุคำว่า "ดอกเบี้ยทบต้น" เมื่อไหร่ สิ่งที่คุณต้องระวังคือฐานของเงินจะเปลี่ยนไปทุกงวด คุณไม่สามารถนำอัตราดอกเบี้ยไปคูณกับเวลาตรงๆ ได้
ตัวอย่างโจทย์: ดอกเบี้ยทบต้น 2 ปี
ลองมาดูสถานการณ์ที่มักทำให้หลายคนเสียคะแนน คือการคิดดอกเบี้ยแบบทบต้น
นายเอฝากเงิน 20,000 บาท ได้รับอัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี โดยธนาคารมีเงื่อนไขคิดดอกเบี้ยแบบทบต้นทุกปี เมื่อสิ้นปีที่ 2 นายเอจะมีเงินรวมทั้งหมดเท่าใด
ขั้นที่ 1 เริ่มจากการหาดอกเบี้ยของปีแรกก่อน โดยนำเงินต้น 20,000 บาท มาคูณกับอัตราดอกเบี้ย 5% (หรือ 5/100) จะได้ดอกเบี้ยของปีแรกรวมเป็นเงิน 1,000 บาท
ขั้นที่ 2 นำดอกเบี้ยปีแรกที่ได้ไปรวมกับเงินต้นเดิม เพื่อสร้างเงินก้อนใหม่สำหรับเป็นฐานในปีถัดไป ดังนั้น เงินตั้งต้นสำหรับการคิดดอกเบี้ยในปีที่ 2 จะกลายเป็น 20,000 + 1,000 = 21,000 บาท
ขั้นที่ 3 หาดอกเบี้ยของปีที่ 2 โดยใช้ฐานเงินก้อนใหม่ คือนำ 21,000 บาท มาคูณกับอัตราดอกเบี้ย 5% จะได้ผลลัพธ์ดอกเบี้ยของปีที่ 2 เท่ากับ 1,050 บาท
ขั้นที่ 4 หาเงินรวมทั้งหมดเมื่อสิ้นปีที่ 2 โดยนำเงินต้นของปีที่ 2 มารวมกับดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในปีที่ 2 จะได้ 21,000 + 1,050 = 22,050 บาท ซึ่งนี่คือคำตอบสุดท้าย
ตัวอย่างโจทย์: กู้แบบหักดอกเบี้ยล่วงหน้า
อีกแนวหนึ่งที่นิยมออกสอบและทดสอบความเข้าใจเรื่องระบบการเงิน คือการหักดอกเบี้ยตั้งแต่เริ่มสัญญา
นายบีทำเรื่องกู้เงิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 10% ต่อปี โดยผู้ให้กู้มีเงื่อนไขว่าจะต้องหักดอกเบี้ยล่วงหน้า 1 ปีทันที ณ วันที่ทำสัญญา ถามว่านายบีจะได้รับเงินสดจริงกลับไปกี่บาท
ขั้นที่ 1 เราต้องคำนวณดอกเบี้ยทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปีนั้นเสียก่อน โดยนำยอดเงินกู้ตั้งต้น 50,000 บาท คูณด้วยอัตราดอกเบี้ย 10% จะได้ตัวเลขดอกเบี้ยที่ต้องถูกหักคือ 5,000 บาท
ขั้นที่ 2 หักยอดดอกเบี้ยออกจากเงินกู้ตั้งต้น เพื่อหาจำนวนเงินสดที่นายบีจะได้รับติดมือกลับไปจริง นำยอด 50,000 ลบด้วยยอด 5,000 จะเหลือเงินสด 45,000 บาท
สรุป
การทำโจทย์วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ โดยเฉพาะหมวดดอกเบี้ย สิ่งที่ต้องโฟกัสคือการจับประเด็นว่าโจทย์ถามหาอะไร และรูปแบบการคิดดอกเบี้ยเป็นแบบเชิงเดียวหรือทบต้น
เมื่อคุณอ่านเงื่อนไขขาด การตั้งสมการหรือการไล่ทดเลขทีละขั้นก็จะลื่นไหลและแม่นยำขึ้น
แนะนำให้ลองนำหลักการวิเคราะห์ฐานเงินตั้งต้นไปปรับใช้กับการฝึกทำโจทย์ทั้ง 6 แนวทางที่เราสรุปไว้
สำหรับผู้ที่ต้องการเช็กความพร้อมและฝึกการบริหารเวลา สามารถเข้าไป ลองทำข้อสอบ ในระบบของเรา เพื่อประเมินความเร็วและความเข้าใจก่อนถึงวันสอบจริงครับ